เส้นทางลงทุนของผม ตอนที่ 1

เส้นทางลงทุนของผม ตอนที่ 1

2

จุดเริ่มต้น

วันหนึ่งในขณะที่ผมกำลังคุยอยู่ในกลุ่ม teamspeak กับเพื่อนๆ ก็มีเพื่อนผมคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “เฮ้ย Bitcoin ราคา 8000แล้วนะ”

ผมสงสัยแค่ว่ามันคืออะไร? แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจในตอนนั้น และยังคงกำลังเพลินอยู่กับการ เล่น Dota2

ต่อมาไม่นานนัก ผมได้ยินเพื่อนผมพูดกันอีกแล้วว่า “Bitcoin ราคา 10,000แล้วนะ” คราวนี้ผมเริ่มสนใจแล้วล่ะ

Bitcoin มันคืออะไร? ทำไมราคามันพุ่งจาก 8,000บาท ไป 10,000บาท ภายในเวลาไม่นาน

เดิมทีนั้นผมเป็นคนที่สนใจด้านการลงทุนพอสมควร ด้วยความเชื่อว่าการลงทุนคือหนทางหลุดพ้นจากชีวิตมนุษย์เงินเดือน ผมไม่รอช้า รีบถามเพื่อนๆทันทีว่ามันคืออะไร? มีประโยชน์อย่างไร? หลังจากศึกษาอยู่ 2–3วัน ด้วยความรู้อันน้อยนิด ผมรู้เพียงแค่ว่า มีคนต้องการซื้อและมีคนต้องการขายBitcoin ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วต่อการเริ่มต้นของผม

เพื่อนผมแนะนำให้ผมเข้ากลุ่ม line “ซื้อขาย bitcoin” โดยเพื่อนผมแนะนำว่าการเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือหา Bitcoinมาขายให้คนในกลุ่มนี้ โดยที่ผมรู้แค่ว่ามีคนจำนวนหนึ่งใช้ Bitcoinลงทุนในธุรกิจแชร์ลูกโซ่

เอาวะ ไม่มีอะไรจะเสีย ไหนๆก็หนี้ท่วมหัวแล้ว ลองดูสักหน่อย โดยในขณะนั้นผมมีรายจ่ายและหนี้ตามรายการข้างล่าง

  • ได้รับเงินเดือน ประมาณ 27000บาทต่อเดือน
  • มีหนี้ ชพค. 1.2ล้านบาท (กู้มาซื้อรถและ ใช้จ่ายส่วนตัว)
  • หนี้บัตรเครดิท + บัตรกดเงินสดประมาณ 40,000บาท

ด้วยความที่เพืิ่อนผมเองสงสารผมอยากให้ผมมีช่องทางหากิน มันเลยให้ผมมา 1 Bitcoin (ในตอนนั้น Bitcoinมีมูลค่าประมาณ 10,000–12,000บาท) ฟรีๆเป็นทุนตั้งต้น เมื่อถึงสิ้นเดือนผมได้รับเงินเดือนมา ผมแบ่งมา 15,000 บาทมาทำทุน

โดยรวมแล้วผมมีเงินตั้งต้น เกือบๆ 30,000บาทเลยทีเดียว

ซื้อมาขายไป

ผมเริ่มต้นด้วยการเข้ากลุ่มไลน์และหาคนที่ต้องการซื้อ Bitcoin

โดยวิธีการนี้ง่ายๆ ผมแค่โอนเงินไปไว้ในกระดานซื้อขายbx.in.th เมื่อผมเจอคนที่ต้องการซื้อbitcoinในกลุ่มไลน์ ผมจะไปซื้อจากกระดานBXมาขายโดยบวกราคาไป 100–300บาท

เมื่อผมได้เงินมาแล้ว ก็นำเงินนั้นโอนกลับเข้าไปใน BX และทำซ้ำเรื่อยๆ ในระหว่างนั้นผมก็เริ่มศึกษามากขึ้นเกี่ยวกับ Bitcoin, Blockchain, Cryptocurrency แต่ยังไม่ได้ศึกษาเรื่องการเทรดหรือการขุดเลย สิ่งที่ผมทำก็แค่ Arbitrage โดยทำกำไรจากราคาที่แตกต่างใน 2ตลาด คือกลุ่มไลน์ และBX

ต่อมาผมเริ่มรู้จักเว็บซื้อขาย coins.co.th ยิ่งทำให้ผมเห็นช่องว่างความแตกต่างของราคาที่เกิดขึ้น (ในสมับก่อนนั้น coins ยังไม่ได้ปรับ index ราคาให้ตรงกับ bx เพราะฉะนั้นราคาซื้อขายของ coins และ bx จึงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ)

1 เดือนผ่านไป

ไม่น่าเชื่อว่าการซื้อมาขายไป ที่ผมทำซ้ำเรื่อยๆ ไม่ต้องใช้อะไรมากนอกจากความสามารถในการคุยและหาลูกค้า ผมทำกำไรได้มากเกินเท่าตัว คือประมาณ 50,000กว่าบาท

ในเวลานั้นผมคิดทันที การหาเงินทางนี้มันช่างง่ายเหลือเกิน แล้วจะรออะไรล่ะ? ความโลภเข้าครอบงำ ผมหาทางกู้เงินนอกระบบมาเพิ่มทุนอีก 200,000บาท และเอารถของตัวเองรีไฟแนนซ์ได้เงินมาอีก 300,000บาท รวมแล้วผมเพิ่มทุนทันที 500,000บาท!!

โดยตอนนี้ผมมีหนี้ทั้งหมด

  • ได้รับเงินเดือน ประมาณ 27000บาทต่อเดือน
  • มีหนี้ ชพค. 1.2ล้านบาท (กู้มาซื้อรถและ ใช้จ่ายส่วนตัว)
  • หนี้บัตรเครดิท + บัตรกดเงินสดประมาณ 40,000บาท
  • หนี้นอกระบบ 200,000บาท
  • หนี้รถรีไฟแนนซ 300,000บาท

รวมแล้วผมมีหนี้ 1.7ล้านเศษๆ (555 ไม่ต้องไปกลัว ผมคอยบอกตัวเองแบบนี้)

แต่ผมมีเงินทุนรวมแล้ว 550,000บาท! เอาล่ะได้เวลาจับเสือมือเปล่ากันแล้ว!

2 เดือนผ่านไป

ในตอนนี้ ผมได้กำไรจากการซื้อมาขายไปมากขึ้นเรื่อยๆ ราคา Bitcoinช่วงนี้พุ่งขึ้นไปแตะ 15,000บาท และร่วงกลับมาที่ 10,000บาท แต่ก็ไม่มีผลกระทบอะไรต่อผม ในทางกลับกันมันกลับทำให้ผมทำกำไรมากขึ้นไปอีก ด้วยการซื้อขายจาก BX ไป Coins จนปริมาณ Volume การซื้อขายของผมเวลานั้นติดอันดับ 1ใน5 ของ Coins

2เดือนผ่านไป ผมมีเงินทุนมากถึง 700,000บาท ผมในเวลานั้นได้แต่คิดว่า ไม่นานผมจะมีเงินล้านแน่ๆ นี่ล่ะคือทางออกของหนี้ผมที่สะสมมานาน

แต่อย่างไรก็ตามการต้องคอยเจียดเงินทุนออกมาชำระหนี้บางส่วนมันช่างทรมานเหลือเกิน ผมเลยตัดสินใจใช้หนี้นอกระบบไปก่อน 200,000บาท ทำให้ผมเหลือเงินทุนประมาณ 500,000บาท

จุดเปลี่ยน

ในตอนนั้นผมเริ่มมองเห็นข้อเสียของ การซื้อมาขายไปแล้ว มีคนเข้ามาในกลุ่มมากขึ้น มีพ่อค้าแม่ค้ามากขึ้น ผมไม่สามารถหาลูกค้าได้เหมือนก่อน ของแบบนี้ใครๆก็ทำได้ มันไม่ต้องใช้ความสามารถอะไร ผมจึงเริ่มมองหาหนทางใหม่ ซึ่งในตอนนั้นเองผมได้่รู้จัก Poloniex

ครั้งแรกที่ผมรู้จัก Poloniex เจ้าตลาดคริปโตขนาดยักษ์ที่มีคนซื้อขายเหรียญอะไรก็ไม่รู้นอกจาก Bitcoin เต็มไปหมด ในแต่ละวันมีคนซื้อขายกันมากมายและบางเหรียญมีอัตราเปลี่ยนแปลงมากถึง 100% -200% แม่เจ้า ส่วนต่างกำไรนี้มันมหาศาลจริงๆ ผมรีบโอน BTC ไป Poloniex ทันที จำนวน 2BTC และหลังจากศึกษาได้3วัน ผมทดลองซื้อเหรียญคริปโตแรกในชีวิตของผมนั่นคือ ETH

ด้วยความรู้แค่ 2–3เดือน ผมไม่รู้อะไรมากหรอก ผมรู้เพียงแค่ว่าหลังจากผมได้อ่านเกี่ยวกับ Ethereum มา 2–3วัน ผมรู้ทันทีว่าเหรียญนี้มันต้องอนาคตไกลแน่ๆ

ผมเลยตัดสินใจซื้อ ETH ที่ราคาประมาณ 0.006BTC หรือประมาณ 2$ ในตอนนั้น

เวลาผ่านไปไม่กี่วัน เจ้า ETH ที่ผมซื้อที่ 0.006BTC มันพุ่งไป 0.008BTC!!

ผมขายทันที ในเวลานั้นหลักการเทรดอะไรผมไม่รู้จักทั้งนั้น ผมรู้แค่ว่าผมมีกำไร! (ในขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ ผมนึกถึงอดีตเวลานั้นผมอยากด่าตัวเองว่ามึงมันช่างอ่อนหัดจริงๆ)

จุดเริ่มต้นของจุดจบ

ด้วยความโลภเข้าครอบงำ ผมมีกำไรมากขึ้นจากการลงทุนเบื้องต้น 2BTC

ผมในเวลานั้นเหมือนหมาป่าที่หิวกระหาย ผมตัดสินใจซื้อ BTC อีก20กว่าๆ และโอนไปที่ Poloniex ทันที และนั้นคือการบอกลาชีวิต Arbitrage และเข้าสู่สายเทรด(มือใหม่)แบบเต็มตัว

ผมเข้าซื้อ ETH อีกครั้งที่ 0.015BTC โดยเป็นการซื้อแบบ All-in ซื้อหมดน่าตักที่มี (ผมซื้อETHในตอนนั้นไปประมาณ 25BTC) เพราะผมเชื่อว่า ETH ไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่นอน!

และเท่านี้ยังไม่สะใจ! ความโลภที่มีมันลุกโชนในตัวผม ผมยังเอาETHที่ผมมีทั้งหมดโอนเข้าไปในพอรท์ margin เพื่อยืมเงินมาซื้อ ETHซ้ำอีกรอบ!! ในเวลานั้นผมถือ position long อยู่มากกว่า 5000ETH และผมมั่นใจว่าสิ่งที่ผมคิดนั้นถูกต้อง

ตูมมม!! ระเบิดลง ETH ร่วงมาที่ 0.008BTC อีกครั้ง และนี่คือประสบการณ์ครั้งแรกของการโดน Margin Called ที่ทำให้ผมขาดทุนครั้งแรก มากถึง 10BTCกว่าๆ

ผมโดน ระบบ Margin ปิด position เพื่อให้เหลือเงินค้ำประกัน สุดท้ายแล้วจาก 25 BTC นั้นผมเหลือเพียง 13BTC เท่านั้น

ผมมานั่งทบทวนอีกครั้งว่าผมขาดทุนขนาดนี้ได้ยังไง อะไรกันที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้ ผมนั่งจดรายการข้อเสียของตัวเองลงในกระดาษ และตอนนั้นเองที่ทำให้ผมรู้ว่า ผมมันช่างอ่อนหัดเหลือเกิน

  • ผมไม่ใช่ Trader ผมเป็นแค่ Gambler ผมไม่ได้ดูชารท์เทคนิคอะไรทั้งนั้น ผมแค่ตัดสินใจซื้อเหมือนแทงสูงต่ำ ไม่ต่างอะไรกับการพนัน
  • ผมช่างโง่เขลา ผมไม่มีการวางแผนการลงทุนอะไรทั้งนั้น ไม่มีคำว่าจัดสรรปันส่วน หรือกระจายความเสี่ยงใดๆ
  • ผมมีแต่ความโลภ และความกล้าได้กล้าเสีย ผมคิดถึงแต่ผลกำไรและไม่เคยคิดเรื่องการขาดทุน
  • ผมหยิ่งยโสในตัวเอง ผมไม่อ่านหรือศึกษาแนวทางการการเทรดของอาจารย์ไหนๆ ผมไม่เคยเชื่อใครและผมเชื่อแค่ตัวเอง
  • ผมใจร้อนและขาดความอดทน ทุกๆก้าวเต็มไปด้วยความเสี่ยง

ผมทำใจสักพักและคิดว่า เอาล่ะด้วยเงินทุนที่เหลือตอนนี้ อย่างน้อยผมก็ไม่หมดตัว ผมจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งและครั้งนี้มันจะต้องดีกว่าเดิม!

โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป

2 COMMENTS

LEAVE A REPLY